[ Home ]  [ Today 's Event ]  [ FAQ ]  [ บันทึกงาน ]
User: Passwd:
ค้นหาข้อมูล:

เรื่องดีที่น่าอ่าน เก็บไว้เพื่อสะดวกในการหาอ่าน มองโลกในแง่ดี และเพื่อสอนตนเอง เด็กและเยาชน
 

วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ร้านขายยาถ่งหยิ่งตึ๊ง ปักกิ่ง

 
...

 
ประวัติความเป็นมาของร้านขายยาถ่งหยิ่งตึ๊ง ปักกิ่ง
เอาจากไลน์…..ผม คือคนแปล
ผมอ่านจับใจความ ไม่ได้แปลได้ทั้งหมดครับ ขอเล่าดังนี้ครับ(หากแปลหรือใช้คำไม่ถูกต้องก็ขออภัยล่วงหน้าครับ)
กษัตริย์คังซีป่วยด้วยโรคประหลาด หมอมีชื่อทุกคนรักษาไม่หาย จนต้องเลิกให้ยา วันหนึ่งจึงเดินเล่นยามค่ำตามลำพัง ไปถึงตรอกหนึ่ง ได้ยินเสียงคนอ่านหนังสือ ทรงคิดว่าในวังกลับไม่มีคนจริง คนจริงกลับมาอยู่ท่ามกลางผู้คนทั่วไป จึงเคาะประตู คนเปิดประตูอายุสี่สิบกว่าปี คาดว่าเป็นคนขายยา จึงแจ้งอาการว่าเป็นโรคประหลาด ขึ้นจุดสีแดงตามลำตัว เชิญหมอมารักษาก็ไม่หาย ช่วยดูให้หน่อย
คนขายยาจึงขอให้ถอดเสื้อออกดู และกล่าวว่า ท่านไม่ต้องกังวล ไม่ใช่โรคร้ายอะไร เพียงแต่ปกติท่านกินอาหารดีๆทั้งจากป่าเขาและท้องทะเลมากเกินไป แถมกินโสมมาเป็นเวลานาน ความร้อนจู่โจม จึงผุดเป็นจุดแดงคันขึ้นมา
 
พระเจ้าคังซีถามว่าโรคนี้รักษาได้ไหม คนขายยาบอกว่า ไม่ยาก ใช้ยาเล็กน้อยก็หายแล้ว ว่าแล้วก็เทยาออกมาประมาณ7-8จิน(หน่วยน้ำหนัก ประมาณ0.5kg) พระเจ้าคังซีตกใจถามว่าต้องกินเยอะขนาดนี้เลยหรือ
คนขายยาบอกนี่คือต้าหวง
(ตั่วอึ๊ง ยาระบาย) ไม่ได้ให้กิน แต่ให้นำกลับไปต้มกับน้ำ100จิน(ประมาณ50ลิตร) รอให้เย็นลงพออุ่นก็ลงไปอาบแช่ อย่างน้อย3ครั้งอย่างมาก5ครั้งก็หายแล้ว
 
พระเจ้าคังซีคิดในใจว่าในวังหมอเก่งใช้ยาพิเศษตั้งมากมายยังไม่หาย แล้วต้าหวงแสนธรรมดานี้จะรักษาเราหายหรือ
 
คนขายยาดูสีหน้าออกจึงกล่าวว่าท่านจงวางใจ ไม่ต้องจ่ายค่ายา ให้นำไปใช้ก่อน หากไม่หายไม่ขอรับค่ายา พระเจ้าคังซีจึงบอกว่าหากหายย่อมต้องตอบแทนอย่างหนัก
 
พระเจ้าคังซีกลับถึงวังทำตามที่คนขายยาบอก ชั่วขณะที่ลงแช่ในถังยารู้สึกร่างกายสะอาดกระจ่าง สบายอย่างยิ่งเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ภายหลัง3ครั้งก็ไม่มีอาการคันแล้ว จุดแดงบนร่างกายก็หายไปหมด
 
พระเจ้าคังซีดีใจยิ่ง วันที่4 จึงกลับไปที่ร้านขายยา คนขายยาเห็นอาการแล้ว ก็เลยตั้งใจกล่าวว่าท่านจะมาชำระค่ายาใช่ไหม พระเจ้าคังซีตอบว่า แน่นอน ท่านหมอคิดเงินเท่าไหร่ คนขายยาก็หัวเราะเสียงดัง กล่าวว่า   น่าละอายแล้ว วันนั้นเห็นท่านเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งจึงกล่าวเช่นนั้น ต่อให้วันนี้หายดีก็ยังไม่รับค่ายา แต่เห็นท่านราศีไม่ธรรมดา ก็เพียงแต่คิดคบเป็นเพื่อนไว้ก็พอแล้ว ขอทราบนามอันสูงส่งของท่าน
 
พระเจ้าคังซียิ้มน้อยๆกล่าวว่า นักศึกษา(ถ่อมตัว)สกุลหวง(อึ๊ง)นามว่า เทียนชิง เป็นนักศึกษาคนหนึ่ง คนขายยาได้ยินก็กล่าวตอบอย่างยินดีว่า ข้าพเจ้าเรียกว่า จ้าวกุ้ยถัง เป็นนักศึกษายากไร้คนหนึ่ง บิดามีปณิทานอยากให้ข้าพเจ้าได้ดีมีลาภยศ แต่คนคาดหวังหรือจะสู้ฟ้าลิขิต สอบบัณฑิตหลายครั้งก็ไม่ผ่าน ได้แต่เปิดร้านยาเล็กๆ ฝึกจ่ายยาไปด้วยคร่ำเคร่งเล่าเรียนไปด้วย หวังว่าจะมีสักวันจะผ่านการสอบได้
 
พระเจ้าคังซีกล่าวว่าพี่จ้าว คำโบราณว่า แม้บนกำแพงยังไม่มีชื่อเรา แต่ใต้เท้าเราก็ยังมีทางเดินอยู่ อาศัยความสามารถทางการแพทย์ที่สูงส่งของท่าน ข้าพเจ้าสามารถฝากท่านเป็นหมอในวังได้ นี่มิใช่เหมือนสอบผ่านรึ แต่จ้าวกุ้ยถังกลับหัวเราะพูดว่า ผิดแล้ว ข้าพเจ้าต้องการอาศัยการแพทย์เพื่ออำนวยประโยชน์แก่มวลชนช่วยพวกเขาพ้นทุกข์ยาก หากเข้าวังเป็นหมอหลวงรับโชควาสนาแต่ไม่อาจช่วยรักษาโรคให้เหล่าราษฎร ไม่บรรลุปณิธานของข้าพเจ้า จะมีประโยชน์อะไรในการเป็นหมอ
 
พระเจ้าคังซีฟังแล้วกล่าวว่า คุณธรรมของพี่จ้าวทำให้ข้าพเจ้านับถือนัก เพื่อนรัก ขอพูดตรงๆท่านจะโกรธข้าพเจ้าก็ได้ ในเมื่อสอบไม่ติด ทำไมไม่ปล่อยวางเสียล่ะ
 
จ้าวกุ้ยถังก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าก็คิดเช่นนั้น แต่การขายยาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะข้าพเจ้าไม่มีทุนมากพอ ปณิธานแม้กว้างใหญ่แต่ก็เบิกทางไปได้ไม่เท่าไหร่ พี่ชาย หากวันหน้าท่านได้ลาภใหญ่ก็ช่วยข้าพเจ้าสักครั้ง ให้ข้าพเจ้าได้ก่อตั้งร้านขายยาขนาดใหญ่ ก็เท่ากับข้าพเจ้ารักษาท่านไม่เสียเปล่าแล้ว พระเจ้าคังซีก็กล่าวโดยไม่ลังเลเลยว่า หากต้องการตั้งร้านยาใหญ่จริงๆจะตั้งชื่อว่าอะไรดี ชื่อว่า ถงเหรินถัง ท่านว่าชื่อนี้เป็นไง
 
จ้าวกุ้ยถังเห็นเขาเอาจริงเอาจังก็พูดพลางหัวเราะพลางว่า ข้าพเจ้าแค่พูดเล่น ท่านอย่าได้จิงจังไปเลย ว่าไปแล้วการก่อตั้งร้านขายยาขนาดใหญ่ต้องใช้เงินมากมาย ใครจะไปรู้ว่าเมื่อไหร่ท่านจึงจะได้ลาภก้อนโต นี่ก็แค่ฝันกลางวัน พอทีๆ
 
พระเจ้าคังซีกล่าวว่า ลองดูทีรึ กล่าวพลางนำปากกาจากโต๊ะมาเขียนจดหมายฉบับหนึ่งอย่างคล่องมือ ปิดผนึกแล้วกล่าวว่า
 
พี่จ้าว พรุ่งนี้ท่านไปที่กรมวัง ที่นั่นเพื่อนของข้าพเจ้าคนหนึ่งอาจช่วยเป็นธุระเรื่องนี้ได้ กล่าวจบก็ลากลับ จ้าวกุ้ยถังเห็นท่านหวงผลุนผลันกลับไปในใจคิดว่าคนผู้นี้ประหลาดจริง
 
วันต่อมา จ้าวกุ้ยถังก็อดไม่ได้ที่จะนำจดหมายไปที่กรมวัง ส่งจดหมายไปเพียงครู่หนึ่งก็มีขันทีท่านหนึ่งออกมา พาจ้าวกุ้ยถังเข้าข้างใน ผ่านส่วนงานต่างๆมาจนถึงหน้าห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ขันทีเปิดประตูห้อง ชี้ไปภายในกล่าวว่า
 
ท่านจ้าว เงินปริมาณนี้พอต่อค่ายาของท่านหรือไม่
จ้าวกุ้ยถังเพ่งมองแล้วอดแปลกใจไม่ได้ เห็นแต่เงินขาวปลั่งเต็มห้อง ยืนนิ่ง ณ.ที่นั้นไปครู่หนึ่ง จึงได้ยินขันทีกล่าวว่า ท่านจ้าว เจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งว่าท่านรักษาเจ้าอยู่หัวจนหาย ไม่เก็บเงินแม้สลึงเฟื้อง จึงอยากให้ร้าน ถงเหรินถังเป็นของขวัญ ให้สมปณิธานของท่านเถิด
 
ถึงตอนนี้จ้าวกุ้ยถังจึงเหมือนตื่นจากฝันมา ที่แท้พี่หวงที่คบกันโดยไม่คาดหวังใดกลับเป็นเจ้าอยู่หัวปัจจุบัน สำนึกเสียใจภายหลังอย่างยิ่งต่อการกระทำมิบังควร ทำไมไม่ระแคะระคายสักนิด ต่อจากนั้นไม่กี่วันร้านขายยาขนาดใหญ่ก็ผุดขึ้นมา ขนานนาม “ถงเหรินถัง”
 
เมื่อวันจ้าวกุ้ยถังเปิดกิจการ พระเจ้าคังซีถึงกับมาร่วมยินดี ทำเอาจ้าวกุ้ยถังเงอะงะทำอะไรไม่ถูก พระเจ้าคังซีจึงยิ้มพลางกล่าวว่า ท่านอย่าวุ่นวายใจไปเลย ค่ายาของท่านข้าพเจ้าก็คืนให้แล้ว ตรวจรักษาครั้งหน้าก็ยังไม่เก็บแม้สลึงเฟื้องต่อไปเถิด นับจากนั้นเมืองปักกิ่งจึงมีร้านขายยาขนาดใหญ่ชื่อเสียงเลื่องลือ ชื่อว่า “ถงเหรินถัง”
 
เรื่องนี่เป็นเรื่องจริง การได้อ่านเรื่องนี้สอนแก่เราว่า คนซื่อตรง ใจซื่อตรง คนใจดี จิตใจงาม ประกอบกรรมใดย่อมได้ผลอย่างนั้น
 

เอามาจากไลน์
 

วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2562

ขงจื้อ

 
....

เรื่องของปราชญ์ขงจื้อ
บรรพบุรุษของขงจื้อ เป็นผู้ดีแคว้นซ่ง ต่อมาอพยพมาอยู่ที่แคว้นหลู่ ฐานะล้มละลายในวัยหนุ่ม ขงจื้อยากจนมาก มีชีวิตความเป็นอยู่ที่แร้นแค้น พอย่างเข้าสู่วัยกลางคน ได้เปิดสำนักสอนนักเรียนขึ้นที่แคว้นหลู่ กลายเป็นปรมาจารย์ของพวกลัทธิหยู ขงจื้อเสนอทัศนะทางครอบครัวว่า บิดาจะต้องเป็นใหญ่ ผู้เป็นบุตรจะต้องเคารพเชื่อฟังบิดา และย้ำว่า มนุษย์ต้องอยู่ร่วมกันด้วยความรักและเมตตา ขงจื้อคัดค้านลัทธิเผด็จการ เขาเป็นคนแรกที่ตั้งโรงเรียนขึ้น โดยมีความคิดว่าการศึกษาไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เขามีลูกศิษย์ประมาณ 3,000 คน ในจำนวนนี้มีศิษย์ดังๆอยู่ 72 คน เนื่องจากคำสอนของขงจื้อมีอิทธิพลต่อคนจีนมาก เป็นหลักยึดของชาวจีนทั้งประเทศ และเป็นเสาค้ำของสังคมจีนมานานกว่า 2000 ปี ชาวจีนยกย่องขงจื๊อเป็นปราชญ์เมธีผู้ยิ่งใหญ่ และเป็นปรมาจารย์อมตะนิรันดร์กาล เขาเป็นปรมาจารย์ผู้ยืดหยุ่นและละเอียดลออ เวลาอบรมบ่มสอนลูกศิษย์ ขงจื้อสนใจอุปนิสัยของลูกศิษย์มากๆ เขาจะตอบคำถามของศิษย์แต่ละคน ตามลักษณะนิสัยที่แตกต่างกัน เช่น
ครั้งหนึ่ง จื่อลู่ผู้เป็นศิษย์ถามขงจื้อว่า ถ้าเราทราบว่ามีเรื่องเรื่องหนึ่งสมควรทำ เราควรรีบลงมือทำหรือไม่ ขงจื้อตอบว่า ถ้าบิดาหรือพี่ชายยังอยู่ ก็ควรถามบิดาหรือถามพี่ชายดูก่อน จะลงมือทำโดยความเห็นได้อย่างไร ต่อมา หยั่นอิ๋วก็ถามปัญหานี้เช่นกัน แต่ขงจื้อกลับตอบว่าใช่เราควรรีบทำทันที
ศิษย์คนหนึ่งชื่อกงซีหัว ได้ยินดังนี้ก็ประหลาดใจ จึงถามขงจื้อว่า
ทำไมคำถามเดียวกันจึงตอบไม่เหมือนกัน ขงจื้อตอบว่า หยั่นอิ๋วนิวเป็นคนเฉื่อยแฉะชักช้ายืดยาดอาจารย์จึงต้องบอกให้เขารีบลงมือทำทันที ส่วนจื่อลู่รูปเป็นคนใจร้อนอาจารย์ต้องสอนให้เขารู้จักยับยั้งชั่งใจไว้บ้าง
ซื่อเจียงจื่อดีดพิณก่งมาก ขงจื้อจึงไปศึกษาจากเขาเป็นเวลา 10 วัน ในช่วง 10 วันนี้ขงจื้อฝึกอยู่เพลงเดียว ซื่อเชียงจื่อ จึงบอกขงจื้อว่าท่านดีดเพลงนี้ได้ดีมากแล้วน่าจะฝึกดีดเพลงใหม่ แต่ขงจื้อกลับตอบว่า ข้าพเจ้าเล่นได้คล่องจริงแต่ยังกุมเทคนิคไม่ได้ ต่อมาซื่อเจียงจื่อเห็นว่า ขงจื้อ กุมเทคนิคการเล่นของเพลงนั้นค่อนข้างๆดีแล้ว จึงพูดว่าเวลานี้ท่านกุมเทคนิคได้ดีแล้วน่าจะขึ้นเพลงใหม่สักที ขงจื้อตอบว่า ข้าพเจ้ายังไม่เข้าใจอารมณ์ของเพลงนี้ เวลาผ่านไปอีกซื่อเจียงจื่อบอกว่าเวลานี้ท่านเข้าใจถึงอารมณ์เพลงดีแล้วควรฝึกเพลงใหม่ได้แล้ว แต่ขงจื้อปฏิเสธข้าพเจ้ายังไม่ทราบว่าใครเป็นผู้แต่งเพลงนี้ หลังจากค้นคว้าอยู่ระยะหนึ่งในที่สุด ขงชื่อก็ทราบว่าเพลงนี้เป็นผลงานของพระเจ้าโจเหวินหวัง สร้างความประทับใจแก่ซื่อเจียงจื่ออย่างยิ่ง

 

วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2562

กระต่ายสามขา

 
...

เป็นเรื่องของการยึดมั่นถือมั่นในคำพูด ถึงจะตายก็ไม่ยอมเสียสัจจะที่ได้พูดออกไปแล้วเรื่องกระต่ายสามขาเป็นเรื่องจริงปรากฏในพงศาวดารในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายกล่าวไว้ว่า  มีพระอาจารย์คงอยู่วัดพุทไธศวรรย์  วัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเก่งทุกอย่าง ว่าสำเร็จปร ท  ไม่มีวันแก่ มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อว่าเจ้าเดชเป็นเด็กวัดซุกซนคะนองไปตามวัยอยู่มาวันหนึ่งมีญาติโยมของท่านอาจารย์คงนำกระต่ายย่างมาถวาย 1ตัวขณะนำมาให้  ตัวอาจารย์คงยังจำวัดอยู่ในกุฏิเจ้าเดช ลูกศิษย์ก็รับเอาไว้แทนว่า  จะให้ฉันตอนเพลเจ้าลูกศิษย์ตัวดีก็ได้ขโมยกินขากระตายไปหนึ่งขาพออาจารย์ถามเจ้าลูกศิษย์ก็ตอบว่ากระต่ายย่างมี 3 ขา  ถึงอาจารย์จะตี หรือทำโทษอย่างไร ก็ยังคงตอบเหมือนเดิมว่ากระต่ายมี 3 ขา เมื่ออาจารย์คงคาดเค้นอย่างไรก็ไม่ได้ความก็ปลง และพูดว่า  "อีกหน่อยมึงก็เข้าตาจน ก็ต้องยอมรับสารภาพจนได้" เจ้าลูกศิษย์ ก็ยังยืนยันคำตอบเดิมว่ากระต่ายมีสามขา  อยู่มาวันหนึ่งเจ้าหนี้ลูกศิษย์ตัวดีอยากแอบเข้าไปในวังเพราะอยากกินอาหารดีๆ   จึงไปขโมยเอาผลปะถะมังตัวนะปัดของอาจารย์คงเอามาทาตัว และก็หายตัวเข้าไปกินอาหารก่อนทุกครั้งเจ้าพนักงานจับได้ว่าอาหารหายไปได้อย่างไรจึงไปถามโหรให้จับยามสามตาดูก็รู้ว่ามีคนดีชอบเข้ามาขโมยกินจึงสั่งให้ทำอาหารครั้งต่อไปให้เผ็ดๆร้อนๆยังลูกศิษย์ตัวนี้ก็แอบเข้ามากินอาหารอีกคราวนี้กินเข้าไปแล้วเหงื่อก็ไหลออกมาล้างผงละลายหายไปสิ้น  ก็เห็นตัวโดนจับได้โทษถึงประหารชีวิตเจ้าพนักงานก็เอาตัวไปตระเวนบกตระเวนน้ำประกาศไม่ให้เอาเยี่ยงอย่างแล้วกำหนดการประหารชีวิตเมื่อพระอาจารย์คงทราบข่าวก็ไปขอเยี่ยมที่ลานประหารแล้วถามว่ากระต่ายมีกี่ขา ลูกศิษย์ก็ยังคงตอบยืนขาเดียว่า กระต่ายมี 3 ขาครับ  ถ้าเอ็งตอบค่าตรงๆว่าขโมยไปกิน 1 ขาถ้าจะช่วยชีวิต ให้รอดตายแล้วลูกศิษย์ก็ยังยืนกระต่ายขาเดียวว่ากระต่ายมี 3 ขา  เจ้าลูกศิษย์กูนี่มันไม่กลัวตายสมเป็นลูกศิษย์ข้าพูดคำไหนคำนั้นเอาละวะข้าจะช่วยเอง  ว่าแล้วก็เสกก้านใบพลูให้เป็นคนเหมือนเจ้าลูกศิษย์แล้วสะเดาะโซ่ตรวน เสกเจ้าเดชเป็นกุ้งฝอยเอาใส่เอาใส่น้ำเต้าอุทก แล้วเดินออกมาจากที่ประหารกลับสํานักพุทไธสวรรค์ ฝ่ายเจ้าพนักงานเมื่อถึงเวลาประหารชีวิตเพชฌฆาตก็ลงดาบคอขาดกระเด็นตกลงมากลายเป็นก้านใบพลู  จึงรู้ว่าอาจารย์คงมาช่วยเอาไว้ ทางการจึงสั่งให้จับตัวมาลงโทษให้ได้ทั้ง   อาจารย์กับศิษย์มาถึงวัด ก็สั่งสอนลูกศิษย์ต่างๆนานา  และให้ลูกศิษย์จัดเตรียมเข้าของอย่างรีบด่วนเพราะทางบ้านเมืองเขารู้แล้วกำลังตามมาที่วัดแล้วพูดกับลูกศิษย์ว่ากรุงศรีอยุธยาเขาไม่ต้องการคนดี เราไปกันเถอะไม่ช้าบ้านเมืองนี้ก็จะล่มจมเพราะความประมาทขาดผู้นำที่ดีมีความสามารถพอพูดเสร็จก็เอาน้ำมนต์รดตัวลูกศิษย์กลายเป็นกุ้งฝอย แล้วจับเอากุ้งฝอยเข้าปากอาจารย์ และเนรมิตตัวเองเป็นนกกระยางขาวบินลับฟ้าหายไปทางทิศใต้
นี่เป็นเรื่องจริง คัดลอกมาจากพงศาวดาร ฉบับของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพประชุมพงศาวดาร  เล่ม6หน้า 124 และพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 2 หน้า 265 และจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีและพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขององค์การค้าคุรุสภา 2516หน้า 86
 
คัดจากหนังสือ ปฏิทินฤกษ์บน ฤกษ์ล่าง ปี 2561  ของ อาจารย์จำรัส ศิริ

 

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2562

ตอนนี้ชื่อของเขาโด่งดังไปทั่วโลก

 

...


เขาคนนี้ชื่อของเขาโด่งดังไปทั่วโลกเป็นใครกันหนอ??
ตอนอายุ 13 พ่อของเขายื่นเสื้อเก่าให้เขาตัวหนึ่ง
"เสื้อตัวนี้มูลค่าเท่าไหร่"
"หนึ่งเหรียญ" เขาตอบ
"ลูกสามารถเอาไปขายให้ได้สองเหรียญไหม"
"คนซื้อคงเป็นไอ้โง่เท่านั้น"
"ทำไมไม่ลองดู" พ่อใช้สายตาจริงจังมองเขา
"ที่บ้านฐานะไม่ดีนัก หากทำได้ ก็จะเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระให้แม่บ้าง"
"จะลองดู แต่ไม่แน่ใจว่าจะทำได้"
เขาเอาเสื้อไปซัก ที่บ้านไม่มีเตารีด เลยเอาไม้กระดานทับให้เรียบ
เขานำเสื้อไปเร่ขายที่ตลาดนัดหน้าสถานีรถใต้ดิน
ใช้เวลาหกชั่วโมงกว่าจะขายได้ แต่ก็ดีใจมาก กำเงินสองเหรียญวิ่งไปให้แม่
หลังจากนั้น เขาเลยไปคุ้ยเสื้อจากกองเสื้อผ้าเก่าๆในบ้านทุกวัน นำไปขายยังตลาดนัดเป็นประจำ
มีอยู่วันหนึ่ง พ่อนำเสื้ออีกตัวมาให้เขา
"ทำยังไงก็ได้ ขายเสื้อตัวนี้ให้ได้ยี่สิบเหรียญ"
"เป็นไปได้ไง อย่างมากก็สองเหรียญเหมือนเดิม"
"ทำไมไม่ลองดู ลองคิดดูให้ดี ต้องมีวิธีแน่นอน" พ่อยืนยันด้วยความมั่นใจ
ในที่สุด เขาก็หาวิธีในแบบฉบับของเขาเองจนเจอ
เขาเอาเสื้อไปหาลูกพี่ลูกน้องของเขาคนหนึ่งที่มีฝีมือทางวาดรูป
วานให้เขาช่วยวาดรูปเป็ดโดนัลดั๊กที่น่ารักไว้บนเสื้อ แล้วเสริมด้วยมิ๊กกี้เม้าส์ขี้เล่นอีกตัว
เขาเลือกที่จะไปวางขายหน้าโรงเรียนของลูกคนรวย
ชั่วเวลาเดี๋ยวเดียว พี่เลี้ยงของเด็กนักเรียนคนหนึ่งก็ตัดสินใจซื้อให้เจ้านายน้อยของเขา แล้วยังจ่ายทิปให้เขาอีกห้าเหรียญ
ยี่สิบห้าเหรียญ พระเจ้า นี่มันมากกว่าเงินเดือนทั้งเดือนของพ่อเสียอีก
ไม่นานหลังจากนั้น พ่อยื่นเสื้ออีกตัวให้เขา
"ขายให้ได้สองร้อยเหรียญ"พ่อเพ่งสายตามาที่เขา
เขารับเสื้อตัวนั้นมาแบบไม่มั่นใจ
มองดูเสื้อตัวนั้นอย่างครุ่นคิด พยายาม....พยายาม....
แต่ยังไม่เห็นทาง
แล้วโอกาสก็มาถึง
ตอนนั้น ภาพยนตร์เรื่องนางฟ้าชาลีกำลังดัง นางเอกของเรื่องคือซาราห์ ฟอว์เซตต์ได้เดินทางมานิวยอร์คเพื่อทำการโฆษณาให้ภาพยนตร์เรื่องนี้
หลังจากงานพบสื่อมวลชนเพิ่งจะจบลง
เขามุดตัวผ่านด่านเหล่าเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้าไปประชิดตัวนางเอกคนดัง แล้วยื่นเสื้อตัวนั้นขอลายเซ็นจากนางเอก
ฟาราห์ตกใจนิดนึง แต่แล้วก็หัวเราะ ก็เธอจะปฏิเสธเซ็นชื่อให้เด็กน้อยหน้าตาใสซื่ออย่างเขาได้ไง
เขารับเสื้อพร้อมลายเซ็นตัวนั้นจากฟาราห์ด้วยความซาบซี้ง "ผมจะเอาเสื้อตัวนี้ไปขายได้ไหม"
"แน่นอน นี่เป็นเสื้อของหนู เต็มที่เลย"
มีการประมูลขายเสื้อตัวนั้นทันที สุดท้ายมีพ่อค้าน้ำมันชนะประมูลไปในราคาหนึ่งพันสองร้อยเหรียญ
กลับถึงบ้าน ความครื้นเครง ฮาเฮ ความสุขอัดเต็มอยู่กับทุกอนุของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
พ่อเขาปลื้มจนน้ำตาไหล กอดลูกชายแน่น
 
"พ่อไม่คิดว่าลูกจะทำได้ ตอนแรกตั้งใจจะให้เพื่อนแกล้งไปซื้อจากลูกในราคาสองร้อยเหรียญ ไม่คิดว่าลูกจะทำได้จริงๆ แล้วยังได้ถึงพันสองร้อยเหรียญ เยี่ยมจริงๆ ลูกพ่อ"
 
คืนนั้น พ่อลูกนอนคุยกัน พ่อถามว่า
 
"จากเหตุการณ์ขายเสื้อในระยะนี้ ทำให้ลูกเรียนรู้อะไรได้บ้าง"
"ผมเข้าใจ พ่อพยายามปลุกเร้าให้ผมตื่นตัวไม่ย่อท้อ ไม่ว่าเจออะไร ขอให้ใช้สมอง ใช้ความพยายามเต็มที่กับมัน อะไรที่บอกว่าเป็นไปไม่ได้ มันย่อมมีสิทธิ์เป็นไปได้ทั้งนั้น”
20 ปีผ่านไป ชื่อของเขาโด่งดังไปทั่วโลก
เขากลายเป็นเจ้าชายแห่งวงการบาสเกตบอล ไมเคิล จอร์แดน
 
*******************
 
"ผมยอมรับความพ่ายแพ้ได้
เพราะบางครั้งเราก็หนีมันไม่พ้น
แต่ผมยอมรับไม่ได้
ถ้าไม่ยอมแม้แต่จะพยายาม”
.............ไมเคิล จอร์แดน
 
"ขจรศักดิ์"

 

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

เงินสิบเหรียญที่หล่นอยู่บนพื้น

 
....

"เงินสิบเหรียญที่หล่นอยู่บนพื้น"
 
ตอนผมยังเป็นเด็ก  พ่อพาผมไปดูละครสัตว์  พวกเราเข้าแถวรอซื้อตั๋วเข้าชม
 
กลุ่มที่อยู่หน้าเรา  เป็นสมาชิกจากครอบครัวเดียวกัน  ประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกๆอีกหกคน เด็กๆดูมีอายุต่างกันไม่มาก  ไล่เลี่ยกันจาก 5-6 ขวบไปจนถึง 12-13 ขวบ  แต่งตัวเรียบร้อยด้วยเสื้อผ้าธรรมดาๆ  แต่แลดูสะอาดสะอ้าน พวกเขายิ้มแย้มแจ่มใส  เป็นเด็กมารยาทดีทั้งนั้น  ทุกคนเข้าแถวเรียบร้อย  มือประสานมือซึ่งกันและกัน เด็กทุกคนกำลังตื่นเต้นและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน รอที่จะได้เข้าไปดูตัวตลกที่เขาชื่นชอบ  ดูช้างดูเสือที่พวกเขารอคอย
 
คืนนั้นน่าจะเป็นคืนที่มีความสุขที่สุดของพวกเขาทุกคน  คนเป็นแม่ก็หน้าตาสดชื่นอิ่มเอิบ  ควงแขนสามีมองดูลูกๆอย่างมีความสุข  ในใจหล่อนอาจจะกำลังชมสามีว่า  "คุณคืออัศวินที่ยิ่งใหญ่ของลูกๆ"  คนเป็นพ่อก็มองหน้าภรรยาตนด้วยสายตาอบอุ่น ช่างดูเป็นครอบครัวที่มีความสุขเหลือเกิน
 
แล้วก็ได้เวลาที่พวกเขาจะได้ซื้อตั๋ว  "ขอตั๋วเด็ก 6 ใบ ตั๋วผู้ใหญ่ 2 ใบ  เรามากันทั้งครอบครัวครับ"  คนเป็นพ่อพูดจาเสียงดังฟังชัดบอกคนขายตั๋วด้วยความภูมิใจ
 
คนขายตั๋วบอกจำนวนเงินที่เขาต้องจ่าย  คนเป็นแม่ควักเงินออกจากกระเป๋า นับแล้วนับอีก  นับแล้วก็ยังนับอีกรอบ  หล่อนเงยหน้าไปหาสามี  พร้อมแววตาที่มีกังวล  ฝ่ายสามีมีสีหน้าตกใจเล็กน้อย  ถามคนขายตั๋วถึงราคาตั๋วอีกครั้ง
 
แน่นอนที่สุด  เงินเขาไม่พอจ่ายค่าตั๋วแน่นอน ทั้งสองมองดูหน้าตาเด็กๆที่กำลังมีความสุขอย่างที่สุด  เขาจะบอกลูกๆอย่างไรดีว่า  "เรามีเงินไม่พอซื้อตั๋ว"
 
แม้พวกเขาจะพยายามค้นหาเงินเพิ่มจากกระเป๋าเสื้อผ้าทุกใบ  แต่เหตุการณ์ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น  เวลาผ่านไปพอประมาณ จนเริ่มได้ยินเสียงบ่นจากคนที่ต่อแถวยาวอยู่ข้างหลังดังขึ้นเรื่อยๆ  และมีสายตาติเตียนเหยียดหยามมองมาที่พวกเขา  แต่ทั้งคู่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไรดี
 
พ่อของผมที่เข้าแถวต่อจากพวกเขา  ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างเงียบๆ  แล้วพ่อก็เอามือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ  หยิบเอาธนบัตรสิบเหรียญออกมาแล้วหย่อนใส่พื้น
 
(แท้จริงแล้วในเวลานั้น  เงินสิบเหรียญเป็นเงินจำนวนมากพอสมควร  และบ้านเราก็ไม่ใช่คนร่ำรวย)
 
แล้วพ่อก็ก้มตัวลงเก็บธนบัตรฉบับนั้นกลับขึ้นจากพื้น  ตบไหล่คนเป็นพ่อบ้านครอบครัวนั้น  ก่อนจะบอกเขาว่า
"ขอโทษ  คุณทำเงินหล่นไปสิบเหรีญ"
 
คุณพ่อท่านนั้นหันมามองหน้าพ่อผมอย่างตกใจ  แต่แล้วดูเหมือนเขาจะเข้าใจทุกสิ่งที่เกิดขึ้น  แม้เขาไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากใคร  แต่เขาคงจะซาบซื้งใจอย่างที่สุด  ในช่วงเวลาวิกฤตและลำบากใจเช่นนั้น มีคนใจดียื่นมือให้ความช่วยเหลือเขาอย่างแนบเนียนที่สุด
 
เขามองหน้าพ่อผมด้วยสายตาแห่งความปลาบปลื้ม จับมือพ่อผมเขย่าอยู่นาน  ธนบัตรฉบับนั้นถูกกำแน่นอยู่ท่ามกลางมือของผู้ชายสองคน  เขาบอกพ่อผมว่า "ขอบคุณมากๆ  มันมีความหมายต่อครอบครัวผมอย่างที่สุด"
 
เราพ่อลูกเดินทางกลับบ้าน  แม้ผมจะไม่มีโอกาสได้ดูละครสัตว์ในคืนนั้นดั่งใจคาดหวัง  แต่พอนึกถึงสีหน้าที่ยิ้มย่องผ่องใสอย่างมีความสุขของเด็กๆหกคนนั้น ใจผมก็พลอยเป็นสุขไปกับพวกเขาด้วย  ผมไม่ได้เสียใจหรือผิดหวัง  เพราะผมรู้ว่าสิ่งที่พ่อทำคือสิ่งที่ดีที่สุด  ผมบอกตัวเองว่า เมื่อโตขึ้น  ผมก็จะทำดีแบบเดียวกับที่พ่อทำ
 
แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานมากแล้วก็ตาม  แต่ทุกครั้งที่ผมคิดถึงเรื่องนี้  มันยิ่งตอกย้ำทำให้ผมเข้าใจการกระทำของพ่อผมในคืนนั้นมากยิ่งขึ้น พ่อไม่ใช่คนร่ำรวย  แต่ผมเชื่อว่าพ่อเป็นผู้ให้ที่ยิ่งใหญ่ นอกจากความเมตตาปราณีที่พ่อยื่นให้ผู้อื่นแล้ว  แต่พ่อก็ยังเลือกวิธีที่จะช่วยประคองศักดิ์ศรีของผู้รับไว้อย่างนิ่มนวล  มันทำให้ผมตระหนักว่า  การทำดีอาจไม่จำเป็นต้องไปเที่ยวโฆษณาหรือมีพิธีรีตองให้คนอื่นต้องรับรู้  แต่มันควรจะมาจากใจที่เปี่ยมความเมตตาเป็นพื้นฐานสำคัญ 
 
ขอบคุณพ่อที่ทำตัวอย่างดีๆให้ผมได้เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก พ่อไม่ได้ทิ้งสมบัติอะไรให้ผมมากมาย  แต่บทเรียนชีวิตล้ำค่ามากมายที่พ่อมอบให้ผมนั้น  มันมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆเสียอีก 
 
รักและเคารพพ่ออย่างที่สุดในชีวิต
 
"ขจรศักดิ์"
แปลและเรียบเรียง
www.facebook.com/Flintlibrary

 

วันพุธที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2562

เปิดใจ 'หมาดำ'

 

เปิดใจ 'หมาดำ'
ศิษย์ก้นกุฏิ 'พ่อคูณ'
 
หลัง "พระเทพวิทยาคม" หรือ "หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ" พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา มรณภาพเมื่อวันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ที่ผ่านมา ข่าวคราวคนใกล้ชิดของ "หลวงพ่อคูณ" ถูกเปิดเผยขึ้นมา โดยเฉพาะหญิงวัย ๖๔ ปี ผู้ที่รับใช้ "หลวงพ่อคูณ" อย่างใกล้ชิด กว่า ๒๐ ปี
 
ที่น่าสนใจคือชื่อของเธอคือ "หมาดำ" และร่ำลือว่าเธอเป็นถึงคนในตระกูลดัง มีฐานะร่ำรวยระดับเศรษฐีใน จ.ภูเก็ต
 
มีคำถามมากมายว่าเธอคือใคร ชื่อ "หมาดำ" เป็นมาอย่างไร เหตุใดจึงมาร





http://dmaagmaag.blogspot.com/


โดย: มิส  อำไพพร    สุวรรณกาญจน์
งาน: งานทรัพย์สินและจัดซื้อ
อ้างอิงแผนงาน : -
อ้างอิงโครงการ : -
แหล่งที่มา: http://dmaagmaag.blogspot.com/

ขอบคุณสำหรับการโวตท์
Vote
เป็นประโยชน์ต่อผู้โพสต์เอง
เป็นประโยชน์ต่อฉัน
เป็นประโยชน์ต่อผู้ปกครอง
เป็นประโยชน์ต่อนักเรียน
มีประโยชน์ต่อทุกคน
บุคลากร 0 บุคคลภายนอก 0

อ่าน 13 ครั้ง